วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2554

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

                                          การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค   


                             
                                     การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค มีที่มาเริ่มจากการเป็นแผนกไฟฟ้า ในกองบุราภิบาล กรมสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย และก่อตั้งไฟฟ้าเทศบาลเมืองนครปฐมเป็นจังหวัดแรก เมื่อ พ.ศ. 2473 ต่อมาใน พ.ศ. 2477 มีการปรับปรุงแผนกไฟฟ้า เป็น กองไฟฟ้า สังกัดกรมโยธาเทศบาล กระทรวงมหาดไทย และเปลี่ยนชื่อเป็น กองไฟฟ้าภูมิภาค ในภายหลัง
ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง รัฐบาลเห็นความจำเป็นในการสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานด้านไฟฟ้า จึงออกพระราชกฤษฎีกา ซึ่งให้ไว้เมื่อวันที่ 6 มีนาคม พุทธศักราช 2497 และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 16 มีนาคม พุทธศักราช 2497 ก่อตั้ง องค์การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค มีทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท มีการไฟฟ้าอยู่ในความดูแล จำนวน117 แห่ง อยู่ภายใต้การควบคุมของกรมโยธาเทศบาล กระทรวงมหาดไทย และรัฐบาล โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีอำนาจกำกับโดยทั่วไป
                                       การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ได้รับการสถาปนาตามพระราชบัญญัติ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พุทธศักราช 2503 ณ วันที่ 28 กันยายน 2503 โดยรับช่วงภารกิจต่อจาก องค์การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค มาดำเนินการ อย่างต่อเนื่อง ด้วยทุนประเดิมจำนวน 87 ล้านบาทเศษ มีการ ไฟฟ้าอยู่ในความรับผิดชอบ 200 แห่ง มีผู้ใช้ไฟจำนวน 137,377 ราย และพนักงาน 2,119 คน กำลังไฟฟ้าสูงสุดในปี 2503 เพียง 15,000 กิโลวัตต์ ผลิตด้วยเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซลล์ทั้งสิ้น สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าบริการ ประชาชนได้ 26.4 ล้านหน่วย (กิโลวัตต์-ชั่วโมง) ต่อปี และมีประชาชน ได้รับประโยชน์ จากการใช้ไฟฟ้าประมาณ 1 ล้านคน หรือร้อยละ 5 ของประชาชนที่มีอยู่ทั่วประเทศในขณะนั้น 23 ล้านคน

เข้าค่ายคุณธรรม

                       เข้าค่ายคุณธรรมจริยธรรม

                     การที่ดิฉันได้ไปเข้าค่ายคุณธรรมนั้น ดิฉันมีความรู้สึกดีใจมากที่จะได้ไปฝึกอบรม   พระอาจารย์เจ้าอาวาสของวัดธงทองนั้นสอนดีมาก  ท่านคอยพยามสอน อบรมบ่มนิสัยสัยเพื่อที่จะให้เราได้เป็นเด็กดีของพ่ออแม่ และครูอาจารย์
คุณธรรมที่ได้จากการไปเข้าค่าย
       1. ได้มิตรภาพที่ดีระหว่างเพื่อน
       2.ได้รู้จักการเวลาเป็นสิ่งสำคัญ
       3.ได้รู้สึกถึงการเสียของที่เรารัก
       4.ได้รูจักการกตัญญูกตเวที
       5.ได้รู้ถึง บาบกรรม
       6.ได้มีความสามัคคีมากขึ้น
       7.ลดการเห็นแก่ตัว
       8.รุ้จักการให้อภัย
                         จากการไปเข้าค่ายครั้งนี้มีประโยชน์มากเลย  มีแต่ในทางที่ดีไม่มีในทางที่เสื่อมเสีย  ดิฉันขอกราบพระคุณพระอาจารย์ที่ช่วยสั่งสอนดิฉัน และถ้ามีโอกาสดิฉันก็อยากไปอีก



น้ำตกกรุงชิง

น้ำตกกรุงชิง
                          น้ำตกกรุงชิง น้ำตกประวัติศาสตร์ น้ำตก กรุงชิง ที่นี่มีประวัติศาสตร์จากการที่เคยเป็นที่ตั้งของกลุ่ม คอมมิวนิสต์ แต่ปัจจุบันกลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามที่ มีผู้คนมาเยือนไม่ขาดสายด้วยน้ำตกขนาด 6 ชั้น ที่ลดหลั่นความสูงลงมาต่างๆ ระดับกัน น้ำตกกรุงชิงมีที่มาของชื่อนี้มาจากชื่อของ “ต้นชิง” ซึ่งเป็นพืชในกระกูลวงค์ปาล์มชนิดหนึ่ง น้ำตกกรุงชิงอยู่ในนครศรี ธรรมราชข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยว น้ำกรุงชิง
                         น้ำตกกรุงชิงตั้งอยู่ในพื้นที่ของ อุทยานแห่งชาติเขาหลวง ต.กรุงชิง กิ่งอำเภอนบพิตำ จ.นครศรีธรรมราช มีน้ำตกอยู่ด้วยกัน 7 ชั้น แต่ละชั้นก็จะมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป ระยะทางเริ่มเดินจนสิ้นสุดก็จะประมาณ 3.7 กิโลเมตร การเข้าไปชมน้ำตกกรุงชิง จะต้องเดินทางด้วยเท้าจากที่ทำการหน่วยอุทยานเดินเข้าไปในป่าตามเส้นทางเดิน ที่เตรียมเอาใว้ จะมีป้ายบอกเส้นทางและสิ่งที่น่าสนใจระหว่างทางเป็นระยะๆ ทางเดินเป็นทางลาดชันและขรุขระเล็กน้อย สามารถเดินได้ไม่ค่อยลำบากเท่าไหร่ แต่ก็มีปัญหาเล็กน้อย กับทากดูดเลือด ต้องป้องกันกันหน่อย
                          น้ำตกกรุงชิง ชื่อของน้ำตกมาจากคำว่า “ชิง” เป็นชื่อของ ต้นชิง ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ในตระกูลปาล์มชนิดหนึ่งที่มีมากในเขตนี้ และในป่าเขตนี้ยังเป็นเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติของป่าที่อุดมสมบูรณ์อีกด้วย เนื่องจากมีพืชพรรณไม้ต่างๆ ให้ได้ศึกษา เช่น เฟิร์นมหาสดำ ปาล์มชก ต้นหลุมพอ ปาล์มชิง ปาล์มช้างร้องไห้ และอื่นๆอีกหลายชนิด หลายชนิดไม่สามารถหาชมได้ที่ใหนอีก และหลายชนิดใกล้จัศูนย์พันธุ์บริเวณป่าไม้แถวนี้ยังเคยเป็นที่ตั้งของกลุ่มคอมมิวนิสต์ ที่มีความคิดขัดแย้งกับรัฐบาลสมัยในอดีต เลยเกิดการสู้รบกันอยู่ระยะหนึ่งทำให้ผืนป่าแถบนี้ยังมีร่องรอยประวัติ ศาสตร์หลงเหลือให้เห็นอยู่บ้างเป็นจุดๆ ไปตามบริเวณป่าน้ำตกกรุงชิงมีด้วยกันทั้งหมดอยู่ 7 ชั้น




การฝึกวิชาชีพทหารเรือ

                                                       การฝึกวิชาชีพทหารเรือ  
                       การฝึกวิชาชีพทหารเรือ  เป็นหนึ่งในกรอบองค์ความรู้หลัก ๔ กรอบ (Knowledge Area) ที่สนองตอบวิสัยทัศน์ของโรงเรียนนายเรือ และถ่ายทอดเป็นเป้าหมายของการจัดการความรู้ คือ “การผลิตนักเรียนให้เป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรที่มีคุณสมบัติตามที่กองทัพเรือต้องการภายใต้การบริหารจัดการที่ดี” (Desire State) ภายใต้กรอบการฝึกวิชาชีพทหารเรือนี้ ประกอบด้วยองค์ความรู้ที่จำเป็น ๒ ด้าน ได้แก่
๑) การฝึกวิชาชีพทหารเรือในที่ตั้งปกติ ภายใต้องค์ความรู้ด้านนี้ประกอบด้วยองค์ความรู้ย่อย ๆ อีกจำนวนมาก อาทิ การฝึกเดินเรือ การฝึกการเรือ การฝึกศูนย์ยุทธการและการแปรขบวน การฝึกทหารราบ การฝึกการอาวุธ/การปืน การฝึกการสื่อสารและทัศนสัญญาณ และการฝึกการกล
๒) การฝึกภาคปฏิบัติในทะเล ภายใต้องค์ความรู้ด้านนี้ ประกอบด้วย ความรู้ในการจัดตั้งหมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือ การฝึกหัวข้อตามพรรค - เหล่า การจัดทำคู่มือการฝึกภาคปฏิบัติในทะเล การฝึกเตรียมความพร้อม การฝึกสถานีเรือ และการตรวจภาค

                                   การฝึกวิชาชีพทหารเรือในที่ตั้งปกติ

ประกอบด้วยองค์ความรู้ที่จำเป็นดังนี้

  1. การฝึกเดินเรือ ได้แก่
    1. การฝึกการนำเรือด้วยเครื่องฝึกจำลองการเดินเรือ
    2. การฝึกการเดินเรือในร่องน้ำบนเรือฝึกจาก กร.
    3. การฝึกการเดินเรือนำร่องในร่องน้ำเจ้าพระยากับเจ้าหน้าที่นำร่อง
  2. การฝึกการเรือ ได้แก่
    1. การฝึกดิ่งทราย
    2. การฝึกดิ่งน้ำตื้น
    3. การฝึกเชือกเงื่อน
    4. การฝึกนกหวีดเรือ
    5. การฝึกเรือกระเชียง
    6. การฝึกชักหย่อนเรือกระเชียง
    7. การฝึกชักหย่อนเรือช่วยชีวิต
    8. การฝึกเรือใบ
    9. การฝึกเรือยนต์
  3. การฝึกศูนย์ยุทธการและการแปรขบวน ได้แก่
    1. การนำเรือแปรกระบวนเรือ
    2. การใช้ ATP
    3. การใช้กระดานหน
    4. การทำงานในห้องศูนย์ยทธการ
    5. ศูนย์ยุทธการในการป้องกันภัยทางอากาศ
    6. ศูนย์ยุทธการในการป้องกันภัยทางผิวน้ำ
    7. ศูนย์ยุทธการในการปราบเรือดำน้ำ
    8. ศูนย์ยุทธการในการยกพลขึ้นบก
    9. ศูนย์ยุทธการในการกวาดทุ่นระเบิด
    10. รูปกระบวนทางยุทธวิธี
    11. หน้าที่นายทหารศูนย์ยุทธการและนายทหารยุทธการ
  4. การฝึกทหารราบ ได้แก่
    1. บุคคลท่ามือเปล่า
    2. บุคคลท่าอาวุธ
    3. บุคคลทำการรบ
    4. การผ่านเครื่องกีดขวาง
    5. แถวทหารและหมู่แถวชิด
    6. รูปขบวนรบและท่าสัญญาณ
    7. การใช้อาวุธและแก้ไขข้อขัดข้องทั่วไป
    8. การใช้อาวุธประจำกาย (ปลย.เอ็ม ๑๖)
    9. การปฏิบัติของทหารกองเกียรติยศ
    10. การลาดตระเวน และการรบด้วยวิธีรุกและรับ
    11. การยุทธ์สะเทินน้ำสะเทินบก
    12. การบังคับบัญชาและผู้นำทหาร
  5. การฝึกการอาวุธ/การปืน ได้แก่
    1. การปืน ๗๖/๕๐ แบบ ๙๓
    2. การปืน ๔๐/๖๐ แบบ ๙๓
    3. หน้าที่ประจำตัว และหน้าที่ประจำที่ของ จนท.ประจำปืน
    4. การทดลองเครื่องยิงของปืนและการเตรียมปืนให้พร้อมยิง
    5. การประจำสถานีรบ
    6. การแก้ไขข้อขัดข้องเบื้องต้นของปืนใหญ่เรือ
    7. การเล็งยิงปืนใหญ่เรือต่อเป้าผิวน้ำ และอากาศยาน
    8. การวิเคราะห์ตัวแปรต่างๆ ในการยิงปืนใหญ่เรือ
  6. การฝึกการสื่อสารและทัศนสัญญาณ ได้แก่
    1. การใช้วิทยุโทรศัพท์
    2. การรับ-ส่งข่าว TACTICAL
    3. หน้าที่นายทหารสื่อสาร
    4. ธงสองมือ (ไทย-สากล)
    5. โคมไฟ (ไทย-สากล)
    6. ธงสัญญาณ
  7. การฝึกการกล ได้แก่
    1. การใช้เครื่องมือช่างกล
    2. ระบบต่างๆของเครื่องยนต์ (น้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันหล่อ ไอดี ไอเสีย และไฟฟ้า)
    3. การถอดประกอบเครื่องยนต์ (การจัดการระบบการถอดประกอบ การตั้งลิ้นและจังหวะจุfระเบิด และการใช้ประแจทอร์ค)
“ปอ” สุดปลื้มได้สั่งการทหารเรือ


วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2554

อยากบอกแม่ว่า



                                อยากบอกแม่ว่า
                    
                   วันแรกที่แม่ตั้งครรภ์แม่คงดีใจมากที่ได้รู้ว่าจะมีลูก  แม่อดทนมาเป็นเวลา 9 เดือน แม่คอยอุ้มท้องอย่างทรมานและลำบากในการอุ้มท้องจนเป็นเวลานาน ตอนที่แม่เกิฉันมานั้นมันเจ็บและทรมานมากแต่แม่ก็ยังอดทนเพื่อที่จะได้เห็นหน้าเรา 
                    น้ำนมของแม่แต่ละหยดนั้นมันเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์ที่แม่กลั่นกรองมาจากใจ เพื่อให้ลูกได้ดื่มกิน ดิฉันดีใจมากที่ได้เกิดเป็นลูกของแม่ และได้เกิดมาจากความรักของพ่อและแม่  แม่นั้นมีบุญคุณกับฉันมากแม่ท่านเคยสั่งสอนเลี้ยงดู ดิฉันเป็นอย่างดีตั้งแต่เล็กจนโต และแม่ไม่เคยโกรธที่ฉันได้ทำผิดไปกับแม่ฉันอยากจะขอโทษแม่ที่ได้ทำสิ่งที่ไม่ดีไว้กับแม่ 
                   เนื่องในวันแม่แห่งชาติปีนี้ ดิฉันก็ขอให้มีสุขภาพที่แข็งแรง  มีการงาน  การเงินที่ดี  มีความสุข หวังสิ่งใดก็ขอให้ได้สิ่งนั้น และอยากบอกแม่ว่า   รักแม่